การบำบัดบุหรี่ในชุมชนโดยชุมชน บทพิสูจน์ความสำเร็จของการมีส่วนร่วม
จากปัญหาโรคเรื้อรังต่างๆในประเทศไทยมีแนวโน้มในการเพิ่มขึ้น เช่นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมเช่น การรับประทานอาหารไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกาย รวมถึงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนและเพิ่มความรุนแรงของโรค และในกลุ่มโรคเรื้อรังเหล่านี้ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยครั้ง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตลดลงเป็นภาระต่อผู้ดูแล และตัวผู้ป่วยเอง รัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในผู้ป่วยโรคเรื้อรังเหล่านี้เป็นจำนวนมาก
องค์การอนามัยโลกได้เสนอกรอบโครงสร้างการปฏิบัติการป้องกันโรคไม่ติดต่อในปี ค.ศ.2002 ที่นครเซี่ยงไฮ้ประเทศจีน ซึ่งภาพรวมการป้องกันโรคไม่ติดต่อจะรวมถึงทุกกลุ่มประชากรตั้งแต่กลุ่มเสี่ยงถึงกลุ่มป่วย ในกลุ่มที่ป่วยเพื่อลดความรุนแรง ความพิการ การตายของโรคที่เกิดขึ้น และจากการศึกษาขององค์การอนามัยโลกพบว่าแม้จะมีองค์ความรู้แนวทาง และเทคนิควิชาการในปัจจุบันเพียงพอ แต่การป้องกันควบคุมโรคในประเทศกำลังพัฒนาที่มีเศรษฐกิจปานกลางหรือต่ำให้เกิดขึ้นและยั่งยืนนั้นยังมีอุปสรรคอยู่มากเช่น ขาดความชัดเจนของกลยุทธ์ที่เหมาะสม ระบบการดูแลที่แยกส่วน ขาดระบบการเฝ้าระวังที่ดี ขาดแนวทางปฏิบัติการรักษาที่เพียงพอ สำหรับในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการศึกษาวิจัยหารูปแบบการควบคุมที่มีประสิทธิภาพแบบผสมผสาน
นายแพทย์สิทธิกร สองคำชุม นายแพทย์ 8 ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกาะคา เปิดเผยว่าจากปัญหาโรคเรื้อรังอำเภอเกาะคาพบว่า มีผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียนโรคความดันโลหิตสูงจำนวน 6,028 คน ในจำนวนผู้ป่วยเหล่านี้ยังมีพฤติกรรมในการสูบบุหรี่ซึ่งมีผลทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน หรือผลรักษาไม่ดีขึ้น และอัตราการตายของผู้ป่วยอำเภอเกาะคาอันดับ 1 คือโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจึงมีความจำเป็นต้องเลิกสูบบุหรี่เพื่อลดอาการแทรกซ้อนซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ปัญหาที่พบในการบำบัดในคลินิกคือ การขาดแรงจูงใจ การขาดความตระหนักในการปฏิบัติตัวต่อโรค ขาดรูปแบบการบำบัดที่สามารถเลิกสูบได้อย่างถาวร ปัญหาการเดินทาง และการมารับการบำบัดอย่างต่อเนื่อง และการบำบัดรายบุคคลทำให้ไม่ครอบคลุมผู้ป่วยทั้งหมด ผลการบำบัดรายบุคคลในคลินิกบำบัดบุหรี่ในโรงพยาบาลมีผู้เข้ารับการบำบัดเลิกได้ภายใน 3 เดือน คิดเป็น 51.26% และมีการขาดนัด หรือขาดการติดตามจากเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่องทำให้มีการกลับไปสูบซ้ำ ดังนั้นคลินิกบำบัดบุหรี่โรงพยาบาลเกาะคา จึงได้คิดพัฒนารูปแบบการบำบัดบุหรี่แบบกลุ่มเพื่อใช้กระบวนการกลุ่มในการช่วยให้ผู้ป่วยมีความรู้ และทักษะในการปฏิบัติตัวเพื่อสามารถเลิกสูบได้อย่างถาวร รวมถึงทำให้มีการติดตามผู้ป่วยเป็นระยะโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ หรือจากสมาชิกในกลุ่ม เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจและให้เพื่อนมีส่วนช่วยเพื่อนในการกระตุ้นเตือนให้เลิกบุหรี่ให้ได้ โรงพยาบาลเกาะคาจึงพัฒนารูปแบบการบำบัดรักษาบุหรี่ในชุมชนขึ้น
นางดวงจิตต์ สุวรรณวงค์ พยาบาลวิชาชีพ 7 ผู้รับผิดชอบงาน กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ว่าเพื่อเป็นการพัฒนารูปแบบการบำบัดบุหรี่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในชุมชน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถลด ละ เลิก สูบบุหรี่ได้ และเพื่อลดความรุนแรง ลดความพิการของโรคที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยกลุ่มเป้าหมายเราได้นำร่องที่ ตำบลนาแก้ว ระยะเวลาดำเนินงานแบ่งออกเป็น ระยะคือ ระยะบำบัด จำนวนครั้งห่างกันสัปดาห์ โดยจะเน้นให้ทราบถึงโทษ พิษภัยของบุหรี่ การตรวจสมรรถภาพความจุของปอด การตรวจร่างกายระยะติดตาม ทุก 1 เดือนหลังบำบัดต่อเนื่องจนครบ 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี สำหรับสถานที่ จะใช้ ศูนย์สุขภาพชุมชนสองแควใต้ ตำบลนาแก้ว อำเภอเกาะคา เพื่อสะดวกต่อการเดินทางของผู้ป่วย โดยโรงพยาบาลเกาะคาได้ประสานเจ้าหน้าที่สถานบริการสาธารณสุขตำบลนาแก้ว เตรียมประชุมทีมงานเพื่อทราบถึงขั้นตอนและกระบวนการทำงานและดำเนินการตามแผน
ผลการดำเนินโครงการพัฒนารูปแบบการบำบัดบุหรี่ในชุมชนนำร่องในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อำเภอเกาะคา ปีงบประมาณ 2551พบว่ามีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 21 รายคิดเป็นชาย 14 ราย หญิง 7 ราย มีภาวะการติดนิโคตินอยู่ระดับน้อยเป็นส่วนมากคิดเป็น 66.67 % ติดปานกลาง 14.29 % ติดมาก 9.52 % ไม่ติด 9.52 % และมีภาวะโรคความดันโลหิตสูง 76.19 % โรคความดันโลหิตสูงร่วมกับโรคถุงลมโป่งพอง 9.52 % โรคความดันโลหิตสูงร่วมกับโรคอื่น 14.29 % อายุอยู่ในช่วง 45 – 79 ปี อายุที่เริ่มสูบบุหรี่ประมาณ 10 -24 ปีขึ้นไป สาเหตุจากเพื่อใช้ควันของบุหรี่ในการไล่แมลงขณะประกอบอาชีพ เช่นทำสวน เลี้ยงวัวมากที่สุดคิดเป็น 52.38 % นอกจากนั้นจากการอยากลอง พฤติกรรมเลียนแบบ และเพื่อนชวนตามลำดับ ชนิดของบุหรี่มากที่สุดคือบุหรี่ ขี้โย 71.43 % น้อยสุดคือบุหรี่ภาษีไม่มีก้นกรองคิดเป็น 4.76 % ผู้เข้าร่วมโครงการส่วนมากเคยพยายามเลิกสูบบุหรี่เองมากที่สุด 1 – 3 ครั้ง คิดเป็น 52.38 %โดยวิธี หักดิบ และลดปริมาณลง สาเหตุที่ทำให้กลับสูบซ้ำคือมีภาวะเครียดหรือหงุดหงิดภายหลังไม่ได้สูบบุหรี่หรือเมื่อมีภาวะเครียดจากสาเหตุต่างๆคิดเป็น 42.86 % มีความอยากบุหรี่ 23.81 % จากการประกอบอาชีพเช่นการขับรถระยะยาวเพื่อแก้ง่วง หรือช่างฝีมือเพื่อให้คิดงานได้คล่องคิดเป็น 19.05 % อีก 14.28 % เนื่องจากเห็นคนอื่นสูบ ผู้เข้าร่วมโครงการทราบว่าบุหรี่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคความดันโลหิตสูง 52.38 % ไม่ทราบ 47.62 % มีความกลัวและวิตกกังวลต่อการหยุดสูบบุหรี่คิดเป็น 33.33 % และมีความตั้งใจที่จะเลิกหรือพยายามลดปริมาณอยู่ แต่ยังไม่สามารถทำได้ต่อเนื่องคิดเป็น 47.62 % และยังไม่คิดจะเลิก 9.52 % มีความมั่นใจในการเลิกสูบได้ภายหลังการบำบัดคิดเป็น 90.48 % จากการตรวจสมรรถภาพปอดโดยเครื่องตรวจสมรรถภาพปอด พบปอดมีความผิดปกติด้านสมรรถภาพจากการสูบบุหรี่ 5 ราย คิดเป็น 23.81 % ซึ่งได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ทุกราย และผลภายหลังการบำบัดบุหรี่แบบกลุ่มพบว่าเลิกสูบได้ต่อเนื่องภายใน 1 เดือน 17 ราย คิดเป็น 80.95 % สูบลดลง 19.05 %
การประเมินผลตามโครงการประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดมาครบกำหนด 100 % (เป้าหมาย 100 %) ผู้ป่วยเลิกสูบบุหรี่ได้ภายหลังการบำบัด 1 เดือน 80.95 % (เป้าหมาย 60 %) ผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดมีความพึงพอใจรูปแบบการบำบัด98% (เป้าหมาย มากกว่า 80%) และมีการติดตามต่อเนื่องภายหลังการบำบัด 2 และ 3 เดือนต่อไป จากการวิเคราะห์ถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของโครงการพบว่าเกิดจากการใช้กระบวนการกลุ่มและการมีส่วนร่วม การให้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เรียนรู้ร่วมกัน การทำงานเชิงรุกเข้าถึงชุมชน และความต่อเนื่องในการติดตามดูแล ซึ่งโครงการนี้น่าจะเป็นนวัตกรรมที่จะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ นำไปพัฒนา ขยายผลในชุมชน หมู่บ้านอื่นๆต่อไป ปรัชญ์ เจตตวัน
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552
บทนำ
เครื่องแกงเป็นส่วนประกอบหลักในการปรุงอาหารซึ่งขาดไม่ได้เลยสำหรับชาวปักษ์ใต้ ในอดีตทุกครัวเรือนจะใช้วิธีการตำเครื่องแกง แต่ในสภาวะปัจจุบันต้องมีภาระในการทำงานนอกบ้าน เพื่อหารายได้ให้กับครอบครัวจึงส่งผลให้ไม่มีเวลาในการจัดเตรียมเครื่องปรุง เครื่องแกงสำเร็จรูปจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เพิ่มความสะดวกสบายและประหยัดเวลาให้แก่แม่บ้านในการปรุงอาหารกลุ่มแม่บ้านวังทองหมู่ที่4ตำบลบ้านลำนาว อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ทำเครื่องแกงขึ้นมาและเป็นที่นิยมของคนในชุมชนและนอกชุมชนแต่การผลิตในปัจจุบัน ยังประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ต้องมีการนำเข้าจากภายนอกชุมชนในราคาสูง คุณภาพของวัตถุดิบไม่สามารถควบคุมได้เพราะส่วนใหญ่ได้จากธรรมชาติ ทำให้ทางกลุ่มประสบปัญหาด้านราคาและสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดจนถึงปัจจุบัน
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.เพื่อศึกษากระบวนการผลิตและตลาดเครื่องแกงคั่วกลิ้ง
2.เพื่อศึกษาการบริหารจัดการกลุ่มเครื่องแกงคั่วกลิ้ง
3.เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาเครื่องแกงคั่วกลิ้ง
ขอบเขตการวิจัย
1.พื้นที่ได้แก่ ที่ทำการเครื่องแกงหมู่ที่4 ตำบลบ้านลำนาวอำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีฯ
2.ประชากร กลุ่มแม่บ้านที่ทำเครื่องแกง
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.ได้แนวทางการพัฒนาเครื่องแกง
2.ชุมชนได้เรียนรู้ศักยภาพและตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรในชุมชนให้เกิดประโยชน์
3.ค้นพบข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการผลิตเครื่องแกง
แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
1.แนวคิดการเรียนรู้
2.แนวคิดการตลาด
3.แนวคิดวิสาหกิจชุมชน
4.แนวคิดการบริหารและการจัดการ
5.แนวคิดโภชนาการ
6.กรอบแนวคิดระเบียบวิธีวิจัยประชากรและผู้ให้ข้อมูลหลัก สมาชิกและกรรมการกลุ่มฯ
วิธีการที่ใช้ในการศึกษา
1.ผู้วิจัยทำความตกลง วางแผนจัดสนทนากลุ่มกรรมการ
2.ผู้วิจัยกับกลุ่มเครื่องแกงคั่วบันวังทอง ทำความเข้าใจและนัดหมายกลุ่มเพื่อขอสัมภาษณ์สมาชิกกลุ่ม และจัดเวทีเสวนา
3.ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากการสนทนาย่อยและแบบส้มภาษณ์กับประชากรกลุ่มตัวอย่างการสรุปผลยังสรุปผลไม่ได้เพราะผู้วิจัยยังรวบรวมสรุปผลข้อมูลไม่เสร็จสมบูรณ์ นำเสนอเท่าที่มีก็แล้วกันด้านการผลิต สมาชิกและกรรมการกลุ่มฯมีความรู้ความเข้าใจก่อนการทำเครื่องแกงคั่วกลิ้งการตลาด ทางกลุ่มมี่การประสัมพันธ์ จัดทำส่งตามร้านค้าในชุมชนและนอกชุมชน รับผลิตตามใบสั่งด้านการบริหารจัดการ ทางกลุ่มมีการแบ่งหนาที่มีการประชุมปันผลทุกๆ6เดือนแนวทางการพัฒนากลุ่ม ควรมีกรประชุมพบปะให้มากขึ้น มีกฎกติกาที่แน่ชัด มีการจัดทำรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่สะดุดตา สะอาด ปลอดภัยและทันสมัย
เครื่องแกงเป็นส่วนประกอบหลักในการปรุงอาหารซึ่งขาดไม่ได้เลยสำหรับชาวปักษ์ใต้ ในอดีตทุกครัวเรือนจะใช้วิธีการตำเครื่องแกง แต่ในสภาวะปัจจุบันต้องมีภาระในการทำงานนอกบ้าน เพื่อหารายได้ให้กับครอบครัวจึงส่งผลให้ไม่มีเวลาในการจัดเตรียมเครื่องปรุง เครื่องแกงสำเร็จรูปจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เพิ่มความสะดวกสบายและประหยัดเวลาให้แก่แม่บ้านในการปรุงอาหารกลุ่มแม่บ้านวังทองหมู่ที่4ตำบลบ้านลำนาว อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ทำเครื่องแกงขึ้นมาและเป็นที่นิยมของคนในชุมชนและนอกชุมชนแต่การผลิตในปัจจุบัน ยังประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ต้องมีการนำเข้าจากภายนอกชุมชนในราคาสูง คุณภาพของวัตถุดิบไม่สามารถควบคุมได้เพราะส่วนใหญ่ได้จากธรรมชาติ ทำให้ทางกลุ่มประสบปัญหาด้านราคาและสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดจนถึงปัจจุบัน
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.เพื่อศึกษากระบวนการผลิตและตลาดเครื่องแกงคั่วกลิ้ง
2.เพื่อศึกษาการบริหารจัดการกลุ่มเครื่องแกงคั่วกลิ้ง
3.เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาเครื่องแกงคั่วกลิ้ง
ขอบเขตการวิจัย
1.พื้นที่ได้แก่ ที่ทำการเครื่องแกงหมู่ที่4 ตำบลบ้านลำนาวอำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีฯ
2.ประชากร กลุ่มแม่บ้านที่ทำเครื่องแกง
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.ได้แนวทางการพัฒนาเครื่องแกง
2.ชุมชนได้เรียนรู้ศักยภาพและตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรในชุมชนให้เกิดประโยชน์
3.ค้นพบข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการผลิตเครื่องแกง
แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
1.แนวคิดการเรียนรู้
2.แนวคิดการตลาด
3.แนวคิดวิสาหกิจชุมชน
4.แนวคิดการบริหารและการจัดการ
5.แนวคิดโภชนาการ
6.กรอบแนวคิดระเบียบวิธีวิจัยประชากรและผู้ให้ข้อมูลหลัก สมาชิกและกรรมการกลุ่มฯ
วิธีการที่ใช้ในการศึกษา
1.ผู้วิจัยทำความตกลง วางแผนจัดสนทนากลุ่มกรรมการ
2.ผู้วิจัยกับกลุ่มเครื่องแกงคั่วบันวังทอง ทำความเข้าใจและนัดหมายกลุ่มเพื่อขอสัมภาษณ์สมาชิกกลุ่ม และจัดเวทีเสวนา
3.ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากการสนทนาย่อยและแบบส้มภาษณ์กับประชากรกลุ่มตัวอย่างการสรุปผลยังสรุปผลไม่ได้เพราะผู้วิจัยยังรวบรวมสรุปผลข้อมูลไม่เสร็จสมบูรณ์ นำเสนอเท่าที่มีก็แล้วกันด้านการผลิต สมาชิกและกรรมการกลุ่มฯมีความรู้ความเข้าใจก่อนการทำเครื่องแกงคั่วกลิ้งการตลาด ทางกลุ่มมี่การประสัมพันธ์ จัดทำส่งตามร้านค้าในชุมชนและนอกชุมชน รับผลิตตามใบสั่งด้านการบริหารจัดการ ทางกลุ่มมีการแบ่งหนาที่มีการประชุมปันผลทุกๆ6เดือนแนวทางการพัฒนากลุ่ม ควรมีกรประชุมพบปะให้มากขึ้น มีกฎกติกาที่แน่ชัด มีการจัดทำรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่สะดุดตา สะอาด ปลอดภัยและทันสมัย
วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ทำไมต้องติดยา
ทำไมถึงติดยาเสมติด
การติดยาเสพติดสัมพันธ์กับการแสวงหาความสุขและความพึงพอใจ ตามสัญชาตญาณของมนุษย? ดังนั้น ผู้ติดยาเสพติดจึงรู้สึกพอใจ โดยการเสพครั้งแรก อาจจะทำไปด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆ อย่าง ทั้งที่เจตนนาและไม่เจตนา แต่เมื่อเสพบ่อยครั้งขึ้น ความต้องการปริมาณยาในการเสพก็จะเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับวิถีการดำเนินชีวิต ที่เริ่มเปลี่ยนไปจากปกติ ส่วนความต้องการในการหยุดยา จะมีเกิดขึ้นบ้างในบางครั้งเพราะเริ่มมีผลในทางลบ แต่ไม่สามารถที่จะหยุดพฤติกรรมการเสพยาได้ เพราะยาเสพติดได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตอย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป
การติดยาเสพติดสัมพันธ์กับการแสวงหาความสุขและความพึงพอใจ ตามสัญชาตญาณของมนุษย? ดังนั้น ผู้ติดยาเสพติดจึงรู้สึกพอใจ โดยการเสพครั้งแรก อาจจะทำไปด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆ อย่าง ทั้งที่เจตนนาและไม่เจตนา แต่เมื่อเสพบ่อยครั้งขึ้น ความต้องการปริมาณยาในการเสพก็จะเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับวิถีการดำเนินชีวิต ที่เริ่มเปลี่ยนไปจากปกติ ส่วนความต้องการในการหยุดยา จะมีเกิดขึ้นบ้างในบางครั้งเพราะเริ่มมีผลในทางลบ แต่ไม่สามารถที่จะหยุดพฤติกรรมการเสพยาได้ เพราะยาเสพติดได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตอย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)